robbinsเรื่องราวการย้ายถิ่นฐานของผมนั้นไม่ได้เริ่มต้นแบบจงใจมากนัก ตอนที่ผมมาประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผมเพิ่งจบปริญญาเอกและมีความรู้เเละประสบการณ์จากการเป็นผู้ช่วยสอน และสอนแทนอยู่พอควร ผมหาและสมัครงานที่ผมสามารถปักหลักได้ในช่วงเวลาประมาณนึง หลังจากที่ผมเห็นประกาศรับสมัครงานจากมหาวิทยาลัยมหิดลในประเทศไทย ผมก็เลยลองสมัครงานนี้ดู เหมือนกับว่าก็ไม่มีผลเสียอะไรที่จะลองสมัคร ผมได้ยินเกี่ยวกับมหิดลมาจากคนรู้จัก และจากการที่มหิดลเป็นเจ้าภาพจัดงาน International Trumpet Guild Conference แต่ผมแทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองไทย จริงๆแล้วผมมั่นใจว่าผมไม่สามารถหาประเทศไทยบนแผนที่ได้ ถ้ามันไม่ได้เขียนกำกับไว้

หลังจากที่สมัครไป ในที่สุดทางมหาวิทยาลัยก็เสนองานให้ผม ความคิดแรกของผมคือ "ตายหล่ะ จะทำยังไงดี"  ผมไม่เคยนึกภาพตัวเองใช้ชีวิตอยู่นอกอเมริกาเลย หลังจากที่ผมคิดและไตร่ตรองอย่างสับสนอยู่ประมาณสองถึงสามอาทิตย์ ผมก็ตัดสินใจที่จะรับงานนี้ มันยากจะเชื่อที่ต้องทิ้งของเกือบทุกอย่างไว้ในห้องใต้ดินของพ่อแม่ผม เอาแค่ของที่สามารถใส่ในกระเป๋าเดินทางสองใบได้มา มันใช้เวลาหกหรือเจ็ดเดือนในประเทศไทยที่ทำให้ผมรู้สึกเชื่อว่านี่คือทางเดินที่ถูกต้องของผมแล้ว

ความแตกต่างที่ผมค้นพบระหว่างประเทศไทยและอเมริกานั้นมีทั้งเรื่องที่เล็กน้อยละเอียดอ่อนและเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจน ความเเตกต่างบางอย่างก็เป็นเรื่องผิวเผิน เช่น เด็กไทยต้องใส่ชุดนักเรียน และมีปีการศึกษาเริ่มในเดือนมิถุนายนและจบลงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่หลักสูตรการสอนดนตรีที่นี่มีต้นแบบมาจากอเมริกา ผมจึงไม่ต้องปรับตัวมากในเรื่องนี้และความพิเศษของคณะเราคือการมี Young Artist Program ที่เป็นหลักสูตรเข้มข้นสำหรับมัธยมปลายเริ่มต้นจากมัธยมปีที่สี่ เด็กนักเรียนอาศัยอยู่ในหอของคณะดนตรี และศึกษากับอาจารย์ดนตรีในระดับมหาวิทยาลัย

ความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างการสอนในอเมริกาและไทยคือการวางตัวของนักเรียน วัฒนธรรมของไทยนั้น นักเรียนถูกสอนมาให้เคารพอาจารย์ ในแบบที่แทบจะไม่มีเงื่อนไข นี่เป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับผม และก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การสอนในประเทศไทยนั้นมีความรื่นรมย์เป็นอย่างมาก สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยนับเป็นสถาบันที่มีเกียรติ เทียบกับในอเมริกาที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้นมีความกระหายที่จะเรียนรู้มากกว่านักศึกษาอเมริกันบางส่วน

ในด้านกลับกัน ในบางสถานการณ์การถูกปลูกฝังในเรื่องของความเคารพมาอย่างลึกซึ้งของนักเรียนไทย ทำให้เด็กไม่ถูกส่งเสริมให้พัฒนาทักษะความคิดเชิงวิเคราะห์ แต่มักรอที่จะรับข้อมูลที่ถูกสอนและโอกาสในการถกหรือแสดงออกของตัวตนนั้นมีน้อย ที่มหิดลเราพยายามส่งเสริมนักเรียนให้มีส่วนร่วมกับอาจารย์และกับเพื่อนๆ จากประสบการณ์ของผม มันใช้เวลาระยะหนึ่งสำหรับนักเรียนบางส่วนที่จะรู้สึกกล้าที่จะเสนอการการตีความทางดนตรีด้วยตนเอง หรือแม้แต่เลือกโซโล่ที่พวกเขาอยากจะเล่น แต่อย่างไรก็ตาม ผมภูมิใจกับพัฒนาการของนักเรียนฮอร์นที่ผมได้สอนในเวลาแปดปีที่ผ่านมา วิศัยทัศน์และแรงผลักดันที่ยอดเยี่ยมและความสำเร็จมากมายของพวกเขามาจากการริเริ่มของพวกเขาเอง ในบางครั้งก็มากกว่าที่ผมจะสามารถบรรยายได้

HornCornerหนึ่งในลักษณะของวัฒนธรรมไทยที่น่าชื่นชมและสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ยากที่สุดสำหรับชาวตะวันตกที่ย้ายมาอยู่ต่างประเทศอย่างผมที่จะปรับตัว นั้นคือคำที่ใช้กันบ่อยที่สุดในภาษาไทยคือคำว่า "ไม่เป็นไร" มันไม่มีคำแปลที่ตรงตัวในภาษาอังกฤษ เพราะคำนี้มีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบประโยค แต่ความหมายหลักของมันคือ "Don't worry" (ไม่ต้องกังวล) หรือ "No problem" (ไม่มีปัญหา) หรือ "It's okay" (มันโอเค) คำสั้นๆคำนั้นสามารถนิยามวัฒนธรรมไทยได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งนั่นหมายถึงคนไทยให้ค่าความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่สบาย ไม่เครียด แต่ในบางครั้งยังมีปัญหาอีกบางอย่างที่คุ้มค่าในการควรจริงจังเเละเครียดกับมัน เมื่อชาวตะวันตกเห็นถึงปัญหาสิ่งแรกที่เราทำนั้นมักจะเป็นการแก้ปัญหาให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ และถ้าปัญหายังคงอยู่โดยปราศจากทางออกใดๆปฏิกิริยาของพวกเราก็จะเริ่มหงุดหงิด โมโห หรือเครียดในทางกลับกัน การตอบสนองของคนไทยคือ "ไม่เป็นไร" ซึ่งบ่อยครั้ง ชาวต่างชาติในไทยมักจะเกิดความเข้าใจผิดกับมุมมองของคำว่า ไม่เป็นไรนี้ว่าเป็นการไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ซึ่งเป็นการกระทำที่จะมีแต่เพิ่มความเครียดให้ตัวเอง แม้ว่าผมจะอยู่ในไทยมาถึงแปดปี ผมก็ยังคงต้องเตือนตัวเองว่าให้ใจเย็นๆและบางทีต้องปล่อยให้ปัญหาคลี่คลายด้วยตัวของมันเองเมื่อเวลาเหมาะสม

โอกาสและประโยชน์ที่ผมได้รับจากที่นี่นั้นมันน่าเหลือเชื่อ มันเป็นสิ่งที่น่าพอใจมากกับการอยู่ในที่ที่ดนตรีคลาสสิคเพิ่งเริ่มต้นและกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆตัวอย่างเช่น ผมเล่นในวง Thailand Philharmonic Orchestra ที่อยู่ในช่วงของปีที่ 12 เท่านั้น แต่สามารถแสดงแบบเกือบจะเป็นตารางเต็มเวลาในหอแสดงดนตรีใหม่เอี่ยมพร้อม 2,000 ที่นั่งได้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นั้นกำลังฉลองครบรอบปีที่สิบสองและฉลองการได้เป็นหลักสูตรดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ห้อมล้อมด้วยอาคารห้าหลัง สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ ทั้งวงออเคสตร้าและวิทยาลัยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากศูนย์ ด้วยมือของผู้ชายเพียงคนเดียว คณบดีของผม ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างสังคมดนตรีระดับโลกในประเทศไทย นักเรียนที่ผมสอนนั้นล้วนแต่มีแรงบันดาลใจ และความทะเยอทะยานอันโดดเด่นที่จะพาประเทศไทยไปสู่ดนตรีคลาสสิคระดับสากล และพวกเขาก็ได้ทำมันแล้ว วงดนตรีฮอร์น Horn pure และ  Horn Corner เมื่อเร็วๆนี้ได้เดินทางไปแข่งและแสดงในหลายประเทศทั่วโลก จำนวนของนักฮอร์นและนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าที่ผมได้มีโอกาสได้พบปะและร่วมงานด้วยนั้นมันน่าเหลือเชื่อ (ผมว่าจะบอกชื่อ แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน)

ชีวิตของการย้ายถิ่นฐานมาที่ประเทศไทยนั่นเป็นความท้าทาย และผมจะบอกว่ามันไม่ใช่สำหรับทุกคนแน่นอน อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้วมันคือการเปลี่ยนผันของโชคชะตาอย่างบังเอิญที่ผมมาจบลงที่นี่ และผมก็รู้สึกโชคดีและซาบซึ้งกับโอกาสที่ได้มาอยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน

Translation: Tanakrit Limrattanasaran and Jakpanee Sothornnopabutr